5 ขั้นตอนวางกลยุทธ์การตลาดบนโลกดิจิตัล สำหรับ SME

 

1.วิเคราะห์ตำแหน่ง 

การวิเคราะห์ตำแหน่งจะทำให้เรารู้ว่าเราอยู่จุดไหนบ้างของ Digital Cycle

เริ่มต้นจากจุด

1.1.เริ่มต้น : เพิ่งตัดสินใจเข้ามาเริ่มต้นทำการตลาดบนโลกดิจิตัล

ต้อง โฟกัสไปที่ Own Media เป็นหลัก การปั้นคอนเทนต์

1.2.เริ่มเป็นที่รู้จัก : ทำมาสัก 1-2 ปี

เปิดช่องทางโซเชี่ยลมีเดียไว้ คือเฟสบุ๊ค

เริ่มทำโฆษณาบ้าง คอนเทนต์บ้างปละปลาย

ขายได้บ้างไม่ได้บ้างบนโลกออนไลน์

กรณีนี้ให้ลองศึกษา Ads Technique เพิ่มเติม พร้อมกับการดูแลฐานลูกค้าเดิม สร้างมีเดียจากฐานลูกค้าเดิมให้บอกต่อมากขึ้น

1.3.ขายได้ดีเลย แต่ ไม่มีเวลา

ขายได้ดี แต่ควบคุมคุณภาพ การดูแลลูกค้าไม่ไหว เพราะขาดระบบ และ ตัวช่วย การบริหารงาน บริหาร คอนเทนต์

แนะนำให้เลือกเครื่องมือที่เข้ามาช่วยจัดการบริหารเวลาได้ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็น Page 365 , SellSuki ,

Trello ในการประสานงานในทีม , Canva ในการทำ Visual Content

1.4.อยากได้ตลาดใหม่

ระบบการขายบนออนไลน์ดีแล้วอยากขยายตลาด

การวิเคราะห์จุดยืนของธุรกิจบนโลกดิจิตัล จะทำให้เรารู้ว่าเราต้อง ใช้เครื่องมือไหนเพื่อมาพัฒนาให้เราไปจากจุดเอ ไป จุดบีได้เร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้นและ ใช้งบประมาณที่น้อยลง

แนะนำให้ลองบวกกลยุทธ์ Offline : Online เข้ามาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของCRM , Event Marketing หรือการทำ PR ข่าว จะติดจรวดได้เร็วขึ้น

 

2.วิเคราะห์ตลาด / คู่แข่ง 

การวิเคราะห์ตลาดและคู่แข่งจะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเลยว่าตอนนี้คู่แข่ง ครอบคลุม หรือ ใช้เครื่องมือใดอยู่ในการขยายตลาดออกไป

รวมถึงกลยุทธ์ที่คู่แข่งใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการโฟกัสในการใช้ Paid Media

หรือ การบุกด้วย Own Media เน้นที่ไวรัล เป็นหลัก สุดท้ายแล้วมีอะไรบ้างที่คู่แข่งยังไม่ได้ทำบ้าง

หลักๆแล้ว เราสามารถใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้ ในการวิเคราะห์คู่แข่งได้คราวๆ

เพื่อเป็นแนวทางให้เราเห็นก่อนเริ่มต้น

2.1 Fanpage Karma : เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์คู่แข่ง คอนเทนต์ของคู่แข่ง เปรียบเทียบกับตัวเราได้เห็นภาพรวมดูผลงาน

2.2 Social Baker : มีให้ใช้ฟรีอยู่ระยะหนึ่งสำหรับการทดลอง น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ในการศึกษาคู่แข่ง ความถี่ในการโฟสต์ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ คีย์เวิร์ดไหนที่คู่แข่งใช้บ่อย แล้วได้ผลลัพธ์ คีย์เวิร์ดไหนที่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ให้เลย

2.3 สำหรับวิเคราะห์ตลาด แนะนำให้ใช้ Facebook Insight ในการประเมิณ พฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึง ขนาดของตลาดที่เราตั้งสมมติฐานว่าน่าจะเป็นผู้บริโภคของเราได้

การสำรวจตลาดก่อนจะทำให้เราเห็นว่ามีช่องว่างอยู่ไหม ที่ทำให้เราตีตื้น เอาชนะคู่แข่งที่เขาอยู่ในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว

3.เลือกช่องทางในการสื่อสาร

การเลือกช่องทางในการสื่อสาร จะต้องเลือกช่องทางโดยใช้ข้อมูลจากลักษณะของธุรกิจ และ พฤติกรรมของผู้บริโภค

ตัวอย่างเช่นช่องทาง ธุรกิจประเภท Business to Business หรือ B2B เน้นหลักๆ คือเรื่องของ

Search Marketing และ Web Marketing รวมถึงการทำ Adwords ก็จะเสริมได้มากขึ้นที่เน้นไปทาง Search Marketing ก็เป็นเพราะ

ธุรกิจประเภท Business to Business เป็นประเภทที่จัดซื้อมีความต้องการค้นหาเชิงจริงจัง และส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการค้นหาผ่าน Google

เป็นหลัก เราใช้ Social Media อาทิเช่น Facebook / Youtube เป็นตัวการกระจายคอนเทนต์ประเภท Educate หรือให้ความรู้เป็นหลัก

จะสร้าง คาแรกเตอร์ของแบรนด์ให้มีความตลก หรือ ไม่ ต้องแล้วแต่ Brand Positioning ที่ธุรกิจวางไว้ตั้งแต่ต้น แต่ทุกธุรกิจบนโลกดิจิตัลเมื่อก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์แล้ว

ต้องทำแบรนด์ให้เข้าถึงง่ายที่สุด อย่าซับซ้อน เพราะจะไม่สามารถ เอาใจผู้คนหมู่มากได้

เลือกโฟกัสช่องทางใดช่องทางหนึ่งเป็นอับดับแรก สำหรับธุรกิจประเภท SME เพราะเวลาของคุณ มีจำนวนจำกัด แล้วค่อยๆ เขยิบไปช่องทางอื่นๆตามมา

4.สร้างคอนเทนต์ที่น่าดึงดูด 

จัดคอนเทนต์เป็นประเภทดังต่อไปนี้ต่อหนึ่ง สัปดาห์

4.1 คอนเทนต์ประโยชน์ของสินค้า

4.2 คอนเทนต์ที่ลูกค้าสนใจ และ สงสัยก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า

4.3 คอนเทนต์ที่เอาไว้ดูแลลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้วให้ประทับใจแบรนด์มากขึ้น

4.4 คอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวกับแบรนด์โดยตรงแต่เอาไว้เรียกกระแสที่เข้ามา อาทิเช่น เราทำธุรกิจโรงแรม เราสามารถทำคอนเทนต์ เชิง 10 กิจกรรมที่น่าลองในย่าน….

4.5 คอนเทนต์อัพเดทเทรนด์ : ถ้าเราขายเสื้อผ้า เราก็ควรอัพเดทเทรนด์สีแต่ละเดือน หรือ เนื้อผ้าที่เหมาะสมในแต่ละฤดูเป็นต้น

5.ตั้ง KPI
วัดผลตามเป้าหมายที่เราวางไว้

หลักๆ บทความนี้ขอฝากไว้ 4 KPI

5.1 : Reach การเข้าถึง ถ้าเราเน้น Awareness ให้เน้น วัด KPI ตัวนี้

5.2 : Engagement ปฏิสัมพันธ์​ ถ้ายกตัวอย่างง่ายที่สุดคือในเฟสบุ๊ค จะเกิดขึ้นจาก Total Engagement / จำนวนผู้ติดตาม * 100

เหมาะสำหรับการวัดผลเพื่อ Awareness และการวัดผลไปสู่การขาย ยิ่งมี Engagement เยอะ จะทำให้มีความเป็นไปได้เรื่องการขายได้เยอะขึ้น

5.3 : Leads คือ จำนวนข้อมูลของลูกค้าที่มีความสนใจ ยิ่ง Leads เยอะ ก็จะส่งผลต่อความเป็นไปได้ในการขายได้เยอะขึ้น

5.4 : Conversion :  เกิดขึ้น จำนวนคนที่เป็นลูกค้า ต่อจำนวนคนที่คลิกโฆษณา หรือ จำนวนผู้ติดตาม หรือ จำนวนคนที่เข้ามาดูรายละเอียดในเว็บไซต์